วิศวะต่อ MBA

“จบวิศวะฯ มาจะไปทำงานอะไรก็ได้ เพราะเราถูกสอนมาให้คิดการใหญ่”

“มนตรี ศรไพศาล” ศิษย์เก่าคนดัง รุ่น 24 ที่ผันตัวเองมาทำงานในห้องสี่เหลี่ยมและมีจอหุ้นอยู่ข้างหน้า แทนที่จะออกไปคุมไซต์งานอยู่ข้างนอก เพราะทนความเย้ายวนของตลาดทุนในขณะนั้นไม่ไหว
มนตรีซึ่งเคยสอบเข้าคณะวิศวะ จุฬาฯ ด้วยคะแนนสูงสุดของประเทศ แสดงความคิดเห็นว่า การเรียนวิศวะ เมื่อจบออกมาจะถูกจำกัดให้แคบอยู่เพียงแค่การผลิต ก่อสร้าง และควบคุม เท่านั้น ทั้งที่จริงๆ แล้วสามารถนำวิชาความรู้ไปทำอะไรได้มากมาย

บัณฑิตในรุ่นนั้นที่จบออกมาหลายคนจึงต้องต่อยอดองค์ความรู้ด้วยการเรียนต่อเอ็มบีเอซึ่งเป็นกระแสที่เริ่มเข้ามาในประเทศไทยช่วงแรกๆ “เศรษฐกิจไทยตอนนั้นกำลังอยู่ในช่วงขาขึ้น วิศวกรหลายคนที่เรียนต่อด้านบริหารก็หันไปเป็นผู้บริหารกันเยอะ หรือไม่ก็ออกมาตั้งบริษัทเองเลย” ถือเป็น “พิมพ์นิยม” ของบัณฑิตวิศวกรรมยุคปัจจุบันที่หลายคนตั้งธงไว้กับตัวเองว่า เมื่อสั่งสมประสบการณ์ทำงานได้ระยะหนึ่ง จะต้องเรียนต่อเอ็มบีเอ เพื่อโอกาสก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งผู้บริหารในอนาคตหรือโอกาสการเป็นเจ้าของธุรกิจเอง อย่างเช่น “ก้องเกียรติ โอภาสวงการ” ที่ได้ทุนธนาคารกสิกรไทยไปศึกษาต่อเอ็มบีเอ เมื่อจบกลับมาใช้ทุนของแบงก์ ก็ออกมาเป็นนายตัวเองด้วยการเปิดบริษัทแอสเซท พลัสฯ และปัจจุบันเปลี่ยนชื่อเป็น บล. เอเซีย พลัส โดยขณะนี้ดร.ก้องเกียรติ ได้นำบริษัทเข้าตลาดหุ้นและนั่งเก้าอี้เป็นประธานกรรมการบริหาร  “จบปริญญาตรีวิศวะฯ อย่างเก่งก็ได้แค่ทำงานอยู่ไซต์งาน แต่ถ้าจบเอ็มบีเอมาอาจมีโอกาสได้นั่งแท่นเป็นผู้บริหาร หรือจะออกมาตั้งบริษัทเองก็ได้” เป็นเสียงสะท้อนจากบัณฑิตวิศวะฯส่วนหนึ่ง  เหตุผลสำคัญนอกเหนือจากการมาเรียนเอ็มบีเอเพื่อสร้างดีกรีและองค์ความรู้ในการบริหาร การสมัครเข้าเรียนเพื่อมาสร้าง “สายสัมพันธ์” หรือคอนเนคชั่นระหว่างเพื่อนร่วมรุ่นด้วยกัน เพื่อจะได้รู้จักและช่วยเหลือกันในธุรกิจ ดูจะเป็นค่านิยมไม่แพ้การมาหาวิชาความรู้ไปเสียแล้ว  และดูจะเป็น “สูตรสำเร็จ” ของนักบริหารระดับสูงหรือทายาทธุรกิจตระกูลดัง ถ้าอยากได้ Business Connection ต้องมาหาที่สถาบัน “ศศินทร์” เท่านั้น ทั้งนี้เพราะรูปแบบการเรียนการสอนในชั้นเรียนที่ศศินทร์ได้ถูกออกแบบมาเพื่อให้นักศึกษาได้ทำความรู้จักกันทั่วถึง เริ่มตั้งแต่จำนวนนักศึกษาแต่ละรุ่นที่รับเพียงแค่ 40-60 คน รวมถึงการเรียนที่มุ่งเน้น Case Study และทำรายงานกลุ่มร่วมกัน มากกว่านั่งเลคเชอร์ตามอาจารย์ ทั้งหมดนี้ทำให้ความสัมพันธ์ในคลาสแน่นแฟ้นมากยิ่งขึ้น
ขณะที่ “อดิศร เสริมชัยวงศ์” ผู้ช่วยผู้จัดการใหญ่ ธนาคารไทยพาณิชย์ ที่ร่ำเรียนทางด้านวิศวะฯ และออกไปทำงานเป็นวิศวกรตามสายงานที่เรียนมา ก่อนที่จะเข้าเรียนเอ็มบีเอที่ศศินทร์ ถือได้ว่าเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญในชีวิต เพราะหลังจากจบด้านการเงินออกมาแล้ว ก็มีโอกาสได้ทำงานเป็น “ผู้จัดการกองทุน” ให้กับ GIC ซึ่งเป็นกองทุนของรัฐบาลสิงคโปร์ และไต่เต้าขึ้นมาเป็นกรรมการผู้อำนวยการ บลจ.ไทยพาณิชย์ บริหารกองทุนภายใต้การจัดการนับ “สามแสนล้าน” ความสามารถรอบตัวและความกว้างขวางของ “อดิศร” เตะตา “วิชิต สุรพงษ์ชัย” ถึงขั้น “โปรโมท” ให้ขึ้นเป็นซีอีโอ บล. ไทยพาณิชย์ มาแล้ว ก่อนที่จะกลับมาเป็นนายแบงก์ในเวลาต่อมา ปัจจุบัน อดิศร ยังนั่งตำแหน่ง นายกสมาคมศิษย์เก่า ศศินทร์ และเป็นผู้เริ่มต้นกิจกรรมพบปะรุ่นพี่กับรุ่นน้องเพื่อเสริมสร้างสายสัมพันธ์ระหว่างศิษย์ปัจจุบันและศิษย์เก่าให้มีความสนิทชิดเชื้อกัน
source: http://www.thaicontractors.com/content/cmenu/11/46/253.html

Tags:

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s


%d bloggers like this: