คุยกับวิศวกรหญิง(3)

วิศวกรอุสาหการ
ฉบับที่  :   9 / 2549
โดย  :   ศ. ดร.ศิริจันทร์ ทองประเสริฐ
>http://newsletters.eng.chula.ac.th/?q=node/119

ในปัจจุบันบทบาทและสถานะทางสังคมของผู้หญิงและผู้ชายได้รับการยอมรับให้มีความเท่าเทียมกัน ไม่ว่าจะในสาขาอาชีพใดก็ตาม แม้กระทั่งในอาชีพที่สมัยก่อนคนมักจะมองว่าเป็นงานของผู้ชายอย่างอาชีพวิศวกร ผู้หญิงก็เข้ามามีบทบาทมากขึ้น ศาสตราจารย์ ดร.ศิริจันทร์ ทองประเสริฐ ก็เป็นวิศวกรหญิงอีกท่านหนึ่งที่ปฏิบัติหน้าที่ของท่านได้อย่างดีเสมอมา และเคยได้รับความไว้วางใจให้ดำรงตำแหน่งสำคัญๆ อย่างหัวหน้าภาควิชาวิศวกรรมอุตสาหการ และรองอธิการบดีฝ่ายวางแผนและพัฒนาของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ซึ่งวันนี้ท่านจะมาพูดคุยกับเรา

 ในระดับมัธยมเรียนจบด้านเรียนสายวิทยาศาสตร์มา แล้วสมัยนั้นถ้าเรียนสายวิทย์แล้วถ้าไม่เรียนต่อแพทย์ก็ต้องเป็นวิศวฯ ที่บ้านไม่อยากให้เรียนแพทย์เพราะบอกว่าต้องเจอแต่คนป่วยตลอด และบังเอิญผู้ใหญ่ที่คุณแม่นับถือซึ่งเป็นปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม ก็แนะนำให้เรียนวิศวกรรมศาสตร์ จึงตัดสินใจเลือกเรียนในสาขาวิศวกรรมอุตสาหการ คณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาฯ”

 “หลังจากสำเร็จการศึกษาแล้ว ด้วยเหตุที่เราจบด้วยเกรดเฉลี่ยที่ดี ทางภาควิชาวิศวกรรมอุตสาหการได้มาชักชวนให้เราเป็นอาจารย์ จึงตัดสินใจเป็นอาจารย์ และพอทำงานได้ 2 ปีก็ได้เดินทางไปศึกษาต่อจนสำเร็จการศึกษาระดับปริญญาเอก”  และในช่วงที่ศึกษาต่อนั้น ศาสตราจารย์ ดร.ศิริจันทร์ ก็มีโอกาสได้ร่วมทำงานวิจัยในสาขาที่อาจารย์ได้ทำต่อเนื่องมาโดยตลอด
“ในระหว่างที่ศึกษาต่อได้มีโอกาสได้ร่วมทำงานวิจัยทางด้านพลังงานแสงอาทิตย์ จึงทำให้มีความรู้ทางด้านนี้พอสมควร เมื่อกลับมาเมืองไทยบังเอิญเป็นยุคที่ประเทศกำลังผจญกับวิกฤตการณ์ทางด้านน้ำมัน การไฟฟ้าฝ่ายผลิตต้องการศึกษาว่าถ้าจะตั้งโรงงานไฟฟ้าพลังแสงอาทิตย์จะคุ้มค่าหรือไม่ ก็มอบหมายให้สองมหาวิทยาลัยทำการศึกษา คือจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี แต่เราจะศึกษากันคนละระบบคือ จุฬาฯ จะศึกษาทางด้าน Central system ส่วนมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี จะศึกษาทางด้าน Distributed system ก็เริ่มทำวิจัยทางด้านพลังงานแสงอาทิตย์ตั้งแต่ตอนนั้น ซึ่งในช่วงนั้นพอมีการวิเคราะห์ทางด้านเศรษฐศาสตร์แล้วปรากฎว่าไม่คุ้ม เราจึงไม่มีโรงงานพลังงานแสงอาทิตย์ในเมืองไทย เพราะต้นทุนสูง และเทคโนโลยียังไม่ถึงที่จะทำในเชิงพาณิชย์ ซึ่งแม้แต่ปัจจุบันก็ยังไม่คุ้ม ทางต่างประเทศแม้จะมีโรงงานพลังงานแสงอาทิตย์ แต่ก็เป็นเพื่อการวิจัยมากกว่าจะเป็นในเชิงพาณิชย์”

 “งานวิจัยต่อมาที่ทำก็ยังเกี่ยวเนื่องกับพลังงานแสงอาทิตย์คือเรื่องของ Solar dryer คือเรื่องของการอบแห้งต่างๆ เช่น อบข้าว อบพริก ฯลฯ ซึ่งเมื่อวิจัยสำเร็จก็ดูต่อว่าสามารถทำในเชิงพาณิชย์ได้หรือไม่ คำตอบก็คือยังไม่ได้ เพราะจริงๆ แล้ว เมื่อมองถึงประสิทธิภาพก็ยังไม่ดีเท่าที่ควรเพราะบ้านเรามีเมฆเยอะ ทำให้ประสิทธิภาพของแสงอาทิตย์ (Radiation) ไม่ดีอย่างบางประเทศ”

 และจากประสบการณ์การทำงานที่ผ่านมาไม่ว่าจะเป็นในฐานะอาจารย์ หรือในฐานะผู้บริหารของภาควิชาหรือของมหาวิทยาลัย ศาสตราจารย์ ดร.ศิริจันทร์ มองว่าการเป็นผู้หญิงไม่ใช่ปัญหาของการทำงานแต่อย่างใด “จริงๆ การเป็นผู้หญิงไม่มีปัญหาต่อการทำงานแต่อย่างใด โดยเฉพาะงานทางด้านวิชาการ เพราะเป็นงานที่ใช้สมอง ดังนั้นหญิงชายจึงไม่ต่างกัน ไม่ว่าจะเป็นการทำงานในฐานะอาจารย์ หรือในตำแหน่งหัวหน้าภาควิชาวิศวกรรมอุตสาหการ และรองอธิการบดีฝ่ายวางแผนและพัฒนา”

 และการเรียนทางด้านวิศวกรรมศาสตร์ ก็ได้ให้ประโยชน์เป็นอย่างมากในแง่ของการทำงานไม่ว่าจะด้านใดก็ตาม
“ข้อดีอย่างหนึ่งของการเรียนวิศวฯ ไม่ว่าจะเป็นหญิงหรือชายคือ สอนให้เรามองหรือทำอะไรอย่างมีระบบ ฉะนั้นเวลาที่เราทำงานเราก็คิดอย่างเป็นระบบ ตอนที่ไปเป็นรองอธิการนั้นเป็นช่วงที่มหาวิทยาลัยกำลังมีเรื่องของการปรับเปลี่ยนมหาวิทยาลัยเป็นมหาวิทยาลัยนอกระบบ เรื่องการวางแผนและพัฒนาจึงเป็นหัวใจสำคัญ เราก็ต้องมองว่าถ้าเราจะพัฒนามหาวิทยาลัยก็ต้องมีการปรับเปลี่ยนบางอย่าง ในตอนนั้นโจทย์ที่เราได้รับคือเราต้องเปลี่ยนจาก Input Based เป็น Output Based คือจะมองผลได้ มากกว่าจะมองว่าเราจะได้งบประมาณเท่าไรและใช้อะไรบ้าง วิธีการทำงานของอาจารย์คือ ไม่ว่าเราจะทำอะไรก็ตามในเบื้องต้นเราต้องศึกษาก่อนว่างานนั้นเกี่ยวกับอะไร จากนั้นก็เริ่มมองว่าเทคนิคที่จะนำไปใช้ในการวางแผนหรือวางรากฐานสำหรับการปรับเปลี่ยนควรจะเป็นอะไร สำหรับงานนั้นก็คิดว่าจะใช้ระบบ TQM (Total Quality Management) ซึ่งจะสามารถรวมทั้งในส่วนของบริหาร วิชาการ และการวางแผนเข้าด้วยกัน คือ เราจะมองแยกส่วนไม่ได้ ต้องมองว่าถ้าเราจะผลิตอะไรขึ้นมา ในแต่ละส่วนของมหาวิทยาลัยจะต้องร่วมกันทำอะไร และอย่างไรเพื่อให้ได้สิ่งนั้นออกมา คือต่างคนต่างทำงานก็จริงแต่ต้องประสานกันเพื่อไปสู่จุดมุ่งหมายเดียวกันให้ได้”

และในฐานะที่เป็นอาจารย์ของภาควิชาวิศวกรรมอุตสาหการ อยากให้อาจารย์ได้บอกเล่าเกี่ยวกับภาควิชาฯ สำหรับบางคนที่ยังไม่เข้าใจว่าภาควิชานี้เรียนเกี่ยวกับเรื่องอะไรบ้าง
“ในการเรียนทางด้านวิศวกรรมศาสตร์นั้น สาขาอื่นๆ จะเน้นหนักทางด้าน Design แล้วบังเอิญประเทศไทยไม่ได้เป็นประเทศที่ผลิตเทคโนโลยี เลยไม่ได้ใช้งานด้านการ Design เท่าไร แต่วิศวกรรมอุตสาหการเป็นสาขาที่หนักไปทางด้านการ Operations และต้องมีพื้นความรู้ในเรื่องของไฟฟ้าและเครื่องกลพอสมควร เพราะการที่เราจะทำ Operations เราต้องเข้าใจเทคโนโลยี เพราะเป็น Operations ของเทคโนโลยี อีกส่วนหนึ่งที่นิสิตภาควิชาวิศวกรรมอุตสาหการจะได้คือด้านการจัดการ ดังนั้นสามส่วนสำคัญที่นิสิตภาควิชาวิศวกรรมอุตสาหการจะได้คือ 1. ด้านเทคโนโลยี 2. ด้าน Operations 3. ด้านการจัดการ ขณะที่สาขาอื่นเน้นหนักทางด้านเทคโนโลยีเกือบทั้งหมด”

 และในส่วนของการศึกษาระดับบัณฑิตศึกษา หากวิศวกรท่านใดต้องการศึกษาต่อเพื่อนำความรู้ไปใช้ประกอบกับการเป็นผู้บริหาร วิศวกรรมอุตสาหการก็เป็นอีกทางเลือกหนึ่งที่น่าสนใจอย่างมาก “ทางภาควิชาฯ สามารถให้ความรู้สำหรับผู้ที่ต้องการไปเป็นผู้บริหารได้ หรือมีอีกทางเลือกหนึ่งคือ หลักสูตร Engineering Management ซึ่งเป็นความร่วมมือระหว่างคณะวิศวกรรมศาสตร์กับมหาวิทยาลัย Warwick ประเทศอังกฤษ ซึ่งความแตกต่างก็คือ การเรียนปริญญาโทส่วนใหญ่จะเน้นด้านทฤษฎีเป็นหลัก ส่วนหนึ่งเพื่อเป็นการเตรียมพร้อมเพื่อไปเรียนปริญญาเอก แต่หลักสูตร Engineering Management นี้จะเป็นการฝึก Professional เพราะฉะนั้นจะเป็นหลักสูตรที่สอนว่าจะทำงานอย่างไร การเรียนหลักสูตรนี้จะไม่มีการสอบ แต่จะประเมินจากตัวนิสิตเองว่าสามารถนำความรู้ที่เรียนไปประยุกต์ใช้กับการปฏิบัติงานจริงได้หรือไม่ อย่างไร ผู้ที่มาเรียนเราก็พยายามรับคนจากภาคอุตสาหกรรมเข้ามาเรียน เพราะเมื่อเรียนก็จะได้นำไปปฏิบัติงานได้จริง”

 และท้ายที่สุดอาจารย์ต้องการฝากอะไรไว้ให้กับผู้อ่าน “ช่างพูด” บ้าง
“สิ่งที่อยากฝากไว้สำหรับผู้ปกครองและนักเรียนที่ต้องการเข้ามาศึกษาต่อในคณะวิศวกรรมศาสตร์คือ เวลาจะเลือกเรียนสาขาไดต้องดูความชอบของตัวผู้เรียนเป็นหลัก อย่างสมัยก่อนเราไม่ค่อยรู้ว่าโลกภายนอกเป็นอย่างไร ดังนั้นเราก็จะเชื่อฟังพ่อแม่ว่าเค้าอยากให้เราไปทางไหน อย่างไร แต่สมัยนี้เด็กได้รับข้อมูลเยอะมาก และมีความเป็นตัวของตัวเองสูงว่าชอบอะไร อยากทำอะไร ดังนั้นพ่อแม่ผู้ปกครองก็ควรจะฟังเด็กบ้าง ว่าเค้าอยากจะทำอะไร และถนัดทางด้านไหน เพราะที่ผ่านมาก็จะมีเด็กที่เรียนจบวิศวฯ แล้วก็มาบอกว่าจริงๆ แล้วไม่ได้ชอบด้านวิศวฯ แต่เรียนเพื่อความพอใจของพ่อแม่ ต่อจากนั้นเค้าก็ไปเรียนต่อด้านอื่นตามที่เค้าสนใจ หรือบางคนก็ไปเริ่มเรียนปริญญาตรีใหม่ในสาขาอื่นซึ่งถือว่าเสียเวลาไปพอสมควรทีเดียว ดังนั้นผู้ปกครองควรจะฟังความเห็นของตัวเด็กบ้าง ควรดูว่าเค้าชอบ หรือถนัดทางด้านไหนแล้วส่งเสริมให้เค้าไปทางนั้นจะดีกว่า ซึ่งจะทำให้เค้ามีความสุขในการทำงาน ไม่ใช่ต้องทรมานไปตลอดชีวิตถ้าต้องไปทำงานที่ไม่ชอบ”

Tags:

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s


%d bloggers like this: