เภสัชกรหญิง ผู้ปิดทองหลังพระ

ดร.กฤษณา

ดร.กฤษณา ไกรสินธุ์

เภสัชกรหญิง ผู้ปิดทองหลังพระ ผู้ผลิตยาต้านไวรัสเอดส์ที่เร่ร่อนไปทั่วแอฟริกา กฤษณา ไกรสินธุ์ (Krisana Kraisintu) (เกิด พ.ศ. 2495) เภสัชกรชาวไทยที่อุทิศตนเพื่อช่วยเหลือผู้ป่วยในทวีปเอเชียและทวีปแอฟริกา ให้สามารถเข้าถึงยารักษาโรคเอดส์ โรคมาลาเรีย โรคอีโบล่า ที่มีคุณภาพ ในราคาถูก ได้รับการยกย่องจากนิตยสารรีดเดอร์สไดเจสต์ ให้เป็น บุคคลแห่งปีของเอเชีย (Asian of the Year) ประจำปี พ.ศ. 2551 ดร.กฤษณา เป็นผู้ริเริ่มการวิจัยยาต้านไวรัสเอดส์ ตั้งแต่ พ.ศ. 2535-2538 จนสามารถผลิตยาสามัญชื่อ Zidovudine หรือ AZT และ GPO-VIR ได้ในราคาถูกกว่าท้องตลาดหลายเท่า

More Details

>http://www.krisana.org/index.php?option=com_content&task=view&id=36&Itemid=74
> สารานุกรมทรัพยากรมนุษย์

เภสัชกรยิปซีไทย ผู้ผลิตยาต้านไวรัสเอดส์ที่เร่ร่อนไปทั่วแอฟริกา
ด้วยความทุ่มเทอย่างไม่รู้จักเหน็ด เหนื่อย เพื่อผลักดันให้ผู้ป่วยยากไร้ได้มีโอกาสใช้ยารักษาโรคเอดส์ และมาลาเรีย รีดเดอร์ส ไดเจสท์ จึงประกาศยกย่องให้ “ดร.กฤษณา ไกรสินธุ์” เภสัชกรหญิงชาวไทย วัย 55 เป็นบุคคลแห่งปีของเอเชีย ประจำปี 2551

     บทบาทสำคัญของ “ดร.กฤษณา” เริ่มต้นขึ้นเมื่อปี 2545 จากการผลักดันให้ประเทศไทยสนับสนุนการผลิตยาต้านโรคเอดส์ในราคาถูก เพื่อช่วยเหลือผู้ป่วยโรคเอดส์ที่ยากจน และรองรับปัญหายาต้านเอดส์ราคาแพง ผลปรากฏว่า อัตราการเสียชีวิตของผู้ป่วยโรคเอดส์ในเมืองไทยลดลงจากเดิมมาก จนกระทั่งถึงปัจจุบัน ประเทศไทยได้กลายเป็นหนึ่งในประเทศกำลังพัฒนา ที่มีโครงการรักษาโรคเอดส์ระดับชุมชนที่ดีที่สุดในโลก ผู้ป่วยยากจนส่วนใหญ่สามารถรับยาฟรี

    วิสัยทัศน์และความทุ่มเทของ “ดร.กฤษณา” ไม่ได้อำนวยประโยชน์เฉพาะชาวไทย แต่ยาต้านโรคเอดส์ราคาถูก ได้ถูกนำไปใช้รักษาผู้ป่วยยากไร้ในประเทศลาว กัมพูชา เวียดนาม และความพยายามของบุคคลแห่งปีของเอเชีย ยังขยายผลไปถึงทวีปแอฟริกาด้วย โดยในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา “ดร.กฤษณา” ได้ทุ่มเทแรงกายและแรงใจ ช่วยเหลือชาวแอฟริกันกวาดล้างโรคเอดส์และโรคมาลาเรีย จนได้รับการขนานนามว่า “ซิมบาจิเค” เป็นภาษาสวาฮิลี แปลว่า นางสิงห์

     เดิมทีเดียว “ดร.กฤษณา” ไม่ได้ตั้งใจจะเป็นเภสัชกร แต่เธอรักศิลปะและใฝ่ฝันอยากเป็นวาทยกร ในวัยเด็ก เธอได้รับอิทธิพลสำคัญจากคุณยาย ซึ่งเป็นแม่ชี “ยายชอบนั่งหน้าบ้าน และเหมาซื้อผักที่แม่ค้าหาบมาขาย เพื่อที่ว่าแม่ค้าจะได้ไม่ต้องเดินไกลไปถึงตลาด สิ่งที่จำได้ขึ้นใจคือ ยายมักบอกเสมอว่า จงทำดีทุกครั้งที่มีโอกาส”

     หลังจบการศึกษาระดับปริญญาเอกจากมหาวิทยาลัยบาธ ประเทศอังกฤษ เมื่อปี 2524 “ดร.กฤษณา” ได้เข้ารับตำแหน่งอาจารย์หัวหน้าภาควิชาเภสัชเคมี ที่มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์เป็นเวลาสองปี จากนั้น ลาออกไปทำงานที่องค์การเภสัชกรรม ในปี 2532 เธอได้รับเลือกให้เป็นผู้อำนวยการสถาบันวิจัยและพัฒนา ด้วยอายุเพียง 37 ปี

     “ดร.กฤษณา” เป็นหัวหน้าที่ขยัน และเอาจริงเอาจัง เธอเร่งพัฒนายาราคาถูกสำหรับรักษาโรคต่างๆ ตั้งแต่ความดันโลหิตสูง ไปจนถึงโรคเบาหวาน ยาสามัญที่เธอผลิต มีราคาถูก เพราะเป็นยาผลิตเลียนแบบยาต้นตำรับจากต่างประเทศ ซึ่งสิทธิบัตรหมดอายุการคุ้มครองไปแล้ว ความยากของขั้นตอนการผลิตอยู่ที่การวิจัย และทดสอบเพื่อค้นหาส่วนประกอบยาที่ถูกต้อง

     ในปี 2535 โรคเอดส์แพร่กระจายในประเทศไทยอย่างรวดเร็ว “ดร.กฤษณา” จึงตัดสินใจผลิตยาสามัญสำหรับต้านโรคเอดส์ โดยยาที่ได้รับความสนใจในวงกว้างคือ “ซิโดวูดีน” เนื่องจากมีสรรพคุณลดการถ่ายทอดเชื้อไวรัสจากสตรีสู่ทารกในครรภ์ ในระยะแรกมีอุปสรรคอยู่มาก เพราะเป็นยาใหม่ที่เพิ่งคิดค้นขึ้น จึงมีความเป็นพิษสูง แต่ด้วยความทุ่มเทอย่างเต็มที่ หักโหมทำงานอย่างหนักตั้งแต่ตีห้าครึ่ง ค้นคว้าทุกวันไม่มีวันหยุด ในที่สุดภายในเวลา 6 เดือน แม่พระของผู้ป่วยเอดส์ ก็ประสบความสำเร็จในการพัฒนายาตัวใหม่ได้สำเร็จ โดยปี 2538 ได้ผลิตตัวยาดังกล่าวเป็นยาสามัญชนิดแคปซูลสำเร็จเป็นครั้งแรก ด้วยต้นทุนเพียง 1 ใน 5 ของยาต้นตำรับ นับเป็นประเทศแรกในโลกกำลังพัฒนา ที่ผลิตยาสามัญต้านโรคเอดส์ได้สำเร็จ สามารถช่วยชีวิตผู้ป่วยเอดส์ที่ยากไร้ได้จำนวนมาก… น่าภาคภูมิใจอย่างยิ่งกับความสำเร็จของสตรีไทยผู้นี้
>http://women.thaiza.com/detail_85651.html
—————————————————————————-
เธอเปรียบเสมือนหญิงยิปซีเร่ร่อนพเนจรไปผลิตยาต้านไวรัสเอดส์ทั่วทั้งทวีปแอฟฟริกา ได้เริ่มต้นประโยคแรกของเราว่า ….ชีวิตทุกคนมีค่าเท่ากัน ไม่ว่าผิวสีเหลือง ผิวขาว ผิวดำ หรืออาศัยอยุ่ที่ซีกโลกใดก็ตาม…

เส้นทางชีวิต
พื้นเพของดิฉันเป็นคนเกาะสมุย จ.สุราษฎร์ธานี มีพี่น้อง 2 คน คุณพ่อเป็นหมอ ส่วนคุณแม่เป็นพยาบาล ดิฉันมาเรียนที่ รร.ราชินี หลังจากจบมัธยมปลาย ก็สอบเอนส์ทรานติดที่ มหาลัยเชียงใหม่ คณะเภสัช
เมื่อเรียนจบก็มาเป็นอาจารย์สอนอยู่ที่ ม.สงขลานครินทร์ เพราะอยากไปใช้ความรู้ที่เรียนมาสอนที่บ้านเกิด เป็นหัวหน้าภาควิชาเภสัชเคมี ซึ่งในคณะนั้นปี2524 มีคนสนใจมาเรียนภาควิชานั้นแค่ไม่กี่คน
เป็นอาจารย์มา 2 ปีเริ่มเบื่อ จึงลาออกมาทำงานที่องค์การเภสัช เหตุผลเพราะองค์การนโยบายเภสัชคือ ทำงานเพื่อผลประโยชน์ของรัฐและประชาชน และอีกประการคืออยากมาผลิตยาที่มีคุณภาพให้กับคนไทย
แรงบันดาลใจ
ปี 2535 เริ่มมีผู้ป่วยเอดส์มากขึ้นเรื่อยๆ ดิฉันรู้สึกว่า ผู้หญิงและเด็กที่ไม่เกี่ยวข้องเริ่มต้องมารับผลกระทบไปด้วยเป็นคนที่น่าสงสารมาก เช่น ผู้หญิงบางคนติดเชื้อจากสามีแล้วแพร่ไปสู่ลูก ดิฉันจะมีจุดอ่อนกับเด็ก เห็นเด็กแล้วสงสาร อยากช่วยเหลือพวกเขา เพราะคิดว่าเด็กคืออนาคตของประเทศชาติ นี้คือจุดที่ดิฉันตัดสินใจค้นคว้าและวิจัย ผลิตยาต้านไวรัสเอดส์ขึ้นมา ใช้เวลาคิดค้นคว้ามาประมาณ 3 ปีตั้งแต่ 2535-2538 ในครั้งแรกที่ดิฉันทำนั้นไม่มีใครมาช่วยเลย แม้กระทั้งนักวิจัย ดิฉันทำเองทุกอย่างเองประมาณ6เดือนซึ่งไม่น่าเชื่อว่าการทำงานคนเดียวจะทำให้เป็นผลดีกับดิฉันในอนาคต ได้มากขนาดนี้
ประเทศไทยเป็นประเทศแรกของโลกที่ที่ผลิตยาชื่อสามัญว่า ยาเอดส์ ในปี2538ได้
กว่าจะศึกษาและค้นคว้ามาได้ ต้องเจอกับอุปสรรคมากมาย ตั้งแต่วัถุดิบที่ต้องนำเข้าจากต่างประเทศ ต้องไปเจอกับคนที่ขัดขวางเรา ทั้งในองค์กรเองและจากต่างประเทศอีกด้วย ชื่อดิฉันถูกบรรจุอยู่ในแบลคลิสต์ของบริษัทยาเกือบทุกบริษัท มีคดีต้องขึ้นโรงขึ้นศาลกับบริษัทยาด้วย ซึ่งคิดว่ามาจากเรื่องของผลประโยชน์เพราะถ้าดิฉันผลิตยาสำเร็จยอดขายบริษัทยาอื่นๆต้องตกแน่นอน เนื่องจากราคาต่างกันค่อนข้างมาก ในที่สุดก็ทำสำเร็จ ต้องขอบคุณกระทรวงการต่างประเทศที่ให้การสนับสนุนเป็นอย่างดีและสื่อมวลชน ขอบคุณ NGO ทั่วโลกและพันธมิตรต่างประเทศอีกมากมาย ทั้งในอเมริกาและฝรั่งเศสที่คอยช่วยเหลือส่งข้อมูลมาให้ด้วย
ยาตัวแรกที่เราผลิต ZIDOVUDINE หรือ AZT คือยาที่ลดการติดเชื่อจากแม่สู่ลูก ราคาที่คนอื่น ขายคือแคปซูลละ 40 บาท แต่พอดิฉันทำออกมาขายได้แค่ราคา 7-8 บาทเท่านั้นเอง นี้ยังไม่เท่าไรนะคะ มียาตัวนึงที่เป็นของบริษัทที่ฟ้องร้องดิฉัน จากเดิมที่เขาขายราคาแคปซูลละ 284 บาทแค่ดิฉันทำออกมาขายได้ในราคา 8 บาท จะเห็นว่าแตกต่างกันมาก ดิฉันถือว่าได้ใช้ความรู้ที่ร่ำเรียนมาอย่างดีที่สุดแล้ว ไม่คิดว่าจะไปตบหน้าใครหรือไปทำให้ยอดขายบริษัทไหนลดลง หลังจากนั้นดิฉันก็ผลิตยาออกมาเรื่อยๆ มีคนเข้าช่วยเหลือมากขึ้นมียาตัวหนึ่งมีชื่อเสียงมากคือ GPO-VIR เพราะปกติแล้วผู้ป่วยเอดส์ต้องกินยาหลายชนิด ในหนึ่งวันต้องกินเช้า-เย็น
แต่รวมยาทั้ง 3 เม็ด ให้มาอยู่ในตัวยาตัวนี้ได้ ถ้าถามว่าทำไมต่างประเทศไม่ทำกันก็เพราะติดเรื่องลิขสิทธิ์ของบริษัทยา แต่เราทำได้เพราะเป็นของเราเองทั้งหมดผู้ป่วยเอดส์ในประเทศไทย จึงเป็นผู้ป่วยที่โชคดีกว่าประเทศอื่นเพราะค่าใช้จ่ายยาลดลงและวันนึงกินยาแค่สองเม็ดเท่านั้น หลังจากเราคิดยาตัวนี้ได้จากคนเป็นพัน
เราสามารถช่วยคนเป็นหมื่นคนได้เนื่องจากราคาถูกลง

ทำงานเพื่อมนุษย์ธรรม
มาถึงปี 2542 ดิฉันเริ่มมองเห็นมองเห็นการช่วยเหลือคนในประเทศเราไปได้สวย ทำให้อยากไปช่วยเหลือประเทศที่ด้อยพัฒนา ประเทศเล็กๆบ้าง ทวีปแอฟริกาเป็นทวีปที่โชคร้ายมีผู้ป่วยเอดส์แยะมาก จึงคิดว่าถ้าเรามีโอกาสไปถ่ายถอดวิธีการผลิตยาต้านไวรัสเอดส์ให้เขาได้ มันคงจะดี จึงได้ริเริ่มทำตามไอเดียที่ว่า
เมื่อทางองค์การอนามัยโลกทราบถึงเจตนารมณ์ จึงเชิญดิฉันไปที่แอฟริกาเพื่อไปดูว่าสามารถช่วยประเทศไหนได้บ้าง ซึ่งตอนนั้นกำหนดไว้คร่าวๆประมาณ 5 ประเทศ รัฐมนตรีสาธารณสุขของไทยได้กล่าวในที่ประชุมขององค์กรอนามัยโลกว่า ประเทศไทยยินดีที่จะช่วยเหลือประเทศต่างๆ ในทวีปแอฟริกาในเรื่องการถ่ายถอดเทคโนโลยีผลิตยาไวรัสเอดส์
พูดไปทั้งๆที่ไม่รุ้เลยว่าใครจะไปเป็นคนทำ
เมื่อเรื่องแพร่กระจายออกไป ทางทวีปแอฟริกาต่างก็ชื่นชมว่าประเทศไทยใจดีอย่างโน้นอย่างนี้
เมื่อกลับมาเมืองไทย ดิฉันถูกเรียกไปสอบถาม ..องค์การเภสัชจะได้อะไรจากการถ่ายถอดเทคโนโลยีการผลิตครั้งนี้ …
ดิฉันตอบไปว่า …ไม่ได้อะไรเลยคะ ที่ดิฉันอยากทำเพราะมันเป็นเรื่องของมนุษยธรรม และการช่วยเหลือเพื่อน มนุษยด้วยกัน……
ดิฉันไม่เข้าใจเลยว่า เวลาเราทำอะไรก็ตามทำไมเราต้องหวังผลจากการกระทำของเรา ดิฉันไม่เคยต้องคิดเลยว่า การให้ต้องแลกกับการได้รับ

งานเปลี่ยน ชีวิต

เมื่อถึงเวลา ที่ดิฉันต้องไปถ่ายถอดเทคโนโลยีจริงๆ ไม่มีใครไปด้วยเลย ดิฉันเริ่มคิดไม่ตกว่าจะเอายังไงดี อยู่เมืองไทยเราทำคนเดียวได้ แต่ต่างประเทศไม่แน่ใจ เวลาเจอคนแอฟริกันเขาก็จะมาถามเราว่า เมื่อไหร่ยูจะมาช่วยผุ้ป่วยประเทสไอซักที ..เราตอบไม่ได้
จนกระทั่งกันยายน 2545 ดิฉันขอลาออกจากตำแหน่งผู้อำนวยการสถาบันวิจัยและพัฒนา เพื่อไปช่วยเหลือแอฟริกาอยบ่างเต็มตัว ไม่มีใครเห็นด้วย รับมนตรีไม่ยอมเซ็นใบอนุมัติให้ เรียกไปคุย ดิฉันตอบไปว่า ..ไม่เปลี่ยนใจแล้ว เขาจึงยื่นข้อเสนอ เปลี่ยนตำแหน่งมาเป็นที่ปรึกษาองค์กร แล้วเอายาไปขายทวีป
แอฟริกาแทน ดิฉันปฏิเสธทุกข้อเสนอ และไม่เคยเสียใจในการตัดสินครั้งนั้น
หลังจากนั้นดิฉันไปประเทศแรกคือ คองโก ไปโดยที่ไม่รู้อะไรเลย ไปตายเอาดาบหน้า คนเดียวจริงๆ
ไปอยู่คองโกไม่นานก็มีคนมาติดต่อไปช่วยผลิตยาให้เขา เนื่องจากทราบข่างจากการทำงานของดิฉัน จาก หนังสือพิมพ์ชื่อดังของเยอรมัน ฉบับหนึ่ง
ในโลกไม่มีอะไรสำคัญไปกว่า….คำสัญญา ….เมื่อเราบอกว่าจะช่วยแล้วก็ต้องช่วย
เมื่อไปถึงแล้วก็ถามว่าไหนละทำยาตรงไหน มองไปก็มีแต่เนินเขาเต็มไปหมด นั้นหมายความว่าเราเริ่มกันตั้งแต่ วาดแปลนโรงงาน ที่ใช้ผลิตยากันเลย ปลุกปล่ำอยุ่3ปี
สุดท้ายไม่น่าเชื่อเลยว่ายาต้านไวรัชเอดส์ที่ชื่อ afrivir ซึ่งมีส่วนผสมเหมือนบ้านเราทุกอย่างถูกผลิตขึ้นสำเร็จในประเทศที่มีความขัดแย้งมากที่สุดในโลกคือประเทศ คองโก ในปวีปแอฟริกาเป็นประเทศแรก
หลายคนสงสัยว่าถ้าตัวยาเหมือนกับบ้านเราทุกอย่าง ทำไมเราไม่เอายาไปขายเลยละ ดิฉันตอบไปว่า ดิฉันต้องการให้พวกเขาทำเอง ดิฉันเชื่อว่าถ้าเขาอยากกินปลา เราควรสอนเขาตกปลาเองไม่ใช้ว่าเอาปลาไปให้เขากินเพราะไม่อย่างนั้นเขาไม่มีวันพึ่งตนเองได้ ถึงเมืองไทยจะนำไปจำหน่ายได้ มันจะมีประโยช์อะไรเพราะมันไม่ยั่งยืน บางคนมองว่าดิฉันบ้า ว่าไปสอนคนแอฟริกาทำยาความจริงมันทำได้ คนแอฟริกาไม่ได้มีแต่คนโง่ทั้งทวีป ดิฉันเคยทะเลาะกับคนใหญ่คนโตของทวีปแอฟริกาเขาบอกดิฉันว่า …เธอไม่มีทางทำอะไรในแอฟริกาได้สำเร็จหรอก เพราะเธอไม่ใช้คนแอฟริกาเธอไม่รู้จักคนแอฟริกาดี…
ดิฉันโกรธมากเพราะรู้สึกว่าเขาเป็นคนแอฟริกาแท้ๆยังดูถูกพวกเดียวกัน ดิฉันเลยบอกไปว่า…..ถ้าดิฉันทำยาได้สำเร็จเมื่อไหร่ คุณเป็นคนแรกที่ดิฉันจะบอก…. แล้วดิฉันก็บอกเขาเป็นคนแรกจริงๆแหมมันสะใจ(หัวเราะ)
ประเทศด้อยพัฒนาในแอฟริกาเขายากจนกว่าบ้านเราแยะ สมมติว่าโรงพยาบาลมีเตียง 150 เตียงแต่มีคนไข้มาแอดมิท 450 คน นั้นหมายถึงใน 1 เตียงจะมีคนไข้ 3 คนนอนบนเตียงสอง นั้นคือนอนกลับหัวกลับหางกัน และใต้เตียงอีก 1 แทนที่อยู่โรงพยาบาลแล้วจะหาย กลับติดโรคกันไปหมด นี้คือส่วนหนึ่งที่ดิฉันอยุ่เฉยไม่ได้ ใครๆอาจจะมองว่าดิฉันประสบความสำเร็จแล้ว แต่จริงๆยังเลยค่ะเพราะทวีปแอฟริกามี 53 ประเทศจะช่วยยังไงไหว เกิดมา 10 ชาติยังช่วยไม่หมดเลยแต่เราทำเท่าที่เราทำได้ การทำงานคือสิ่งที่สนุกสร้างความสุขให้ดิฉัน

สีสันของชีวิต

ไม่น่าเชื่อเหมือนกันว่าไปๆมาๆ ดิฉันทำงานอยุ่ที่แอฟริกามา 5 ปีแล้ว ในปีๆหนึ่งดิฉันอยู่ที่ประเทศไทยไม่ถึงเดือนส่วน 11 เดือนที่เหลืออยู่แอฟริกาตลอด ดิฉันอยุ่ตัวคนเดียวแบบวันต่อวันร่อนเร่ไปเรื่อยๆ ไม่สามารถวางแพลนล่วงหน้าได้ เนื่องจากมีหลายประเทศมากที่เขาต้องการให้เราไปช่วย แต่ดิฉันโชคดีที่ดิฉันไม่มีครอบครัว ตารางงานก็ไม่เอาแน่เอานอน ตารางงานที่ได้มาจากระทรวงการต่างประเทศ นอกนั้นก็เอาแน่เอานอนไม่ได้เลย
วันนี้อยู่ที่นี้แต่ต้องอาจไปอีกประเทศหนึ่งก็ได้ บางครั้งเคยคิดเหมือนกันว่า เราอายุ55แล้วแทนที่จะได้พักผ่อนอยู่กับบ้านสบายๆหรือไม่ก็ไปทำธุรกิจโรงแรมกับญาติพี่น้อง ทำไมชีวิตยังต้องเร่ร่อนลอยไปลอยมาแต่ยังหาคำตอบไม่ได้ รู้แต่ว่าเราอยากนำวิชาความรู้มาช่วยเหลือคนให้ได้มากที่สุด เวลามีคนถามดิฉันว่าทำอะไรดิฉันตอบไปว่า…..เภสัชกรยิปซี (หัวเราะ)….
ชีวิตการทำงานไม่ได้เป็นเรื่องสนุก อุปสรรคที่เคยเจอก็มีแยะ แต่ดิฉันมองว่าเป็นเรื่องขำๆ เคยเจอเครื่องบินดีเลย์24ชัวโมง ไม่รุ้จะไปไหนนั่งมันตรงนั้นจนถึงเช้าไม่รุ้จะไปทำอะไรเพราะเพราะแอฟริกามันไม่มีสถานบันเทิงใดๆให้เราไปพักผ่อน
ที่คองโก ดิฉันนอนอยู่ดีดีก็มีแสงวาบขึ้นมาคิดในใจว่าทำไมสว่างเร็วจัง ปรากฏว่าไม่ไช้นะคะ เป็นระเบิดที่เขายิงมา โดยมีเป้าหมายเป็นบ้านพักดิฉัน แต่เขากะพลาดไปหน่อยเลยไปตกบ้านข้าง คิดว่าเป็นฝีมือคนที่คิดว่าดิฉันเป็นศัตรูนั้นและคะ
ยังมีอีกครั้งที่ ไนจีเรีย เขาเชิญไปบรรยายและช่วยเหลือทางด้านอุตสาหกรรมยา ซึ่งปกติตอนกลางวันก็อันตรายมากอยู่แล้ว แต่ดิฉันเดินทางไปถึงสนามบินตอนตี1 ไปคนเดียวด้วยไม่มีไครมารับ ก็นั่งแทกซี่ไป ถูกคนเอาปืนมาจี้ 5 ครั้งแต่ดิฉันไม่มีทรัพย์สินอะไรเลย มีแต่เสื้อผ้ากับเงินอีก100เหรียญ ก็บอกเขาไปว่า ……..ฉันมาช่วยคนในประเทศเธอนะ อยากได้อะไรเอาไปเลย………..
สรุป 5 ครั้งไม่มีไครเอาเงินของดิฉันไปได้สักเหรียญเดียวแต่ระยะทาง 20 กม. ต้องใช้เวลาเดินทาง 4 ชม. เพราะมัวแต่เสียเวลาโดนจี้ เดินขึ้นลงรถ พูดประโยคเดิมอยู่นั้นและ เขาขู่เราด้วยคำเดิมๆ เราก็ตอบไปเหมือนเดิม ไม่รุ้ว่าคนที่จี้หน้าตาเป็นอย่างไร เพราะมันมืดมาก เห็นแค่ลุกกะตากับฟัน(หัวเราะ) การโดนจี้ครั้งนี้นับว่าเป็นเรื่องที่น่ากลัวที่สุดในชีวิต
ดิฉันถือว่าอุปสรรคคือสิ่งที่ทำให้เราเข้มแข็ง อาจจะเป็นเพราะตรงนี้ สื่อฝรั่งเศสและเยอรมัน เขาจึงบอกว่าเขาชื่นชมการทำงานของดิฉันและนำไปสร้างเป็นภาพยนตร์ จนได้รับรางวัลจากเทศกาลหนังเมืองคานส์3รางวัลนอกจากนั้นอเมริกายังเคยเอาไปสร่างเป็นหนังบอร์ดเวย์เรื่อง COCKTAIL ซึ่งจะแสดงเดือน พฤษภาคม ปีนี้ ดิฉันไม่เคยสนใจเลยว่าทำไปแล้วได้รางวัลอะไรไหม จะมีคนมายกย่องไหมนั้นเป็นเรื่องไม่เคยคิด แต่พอเขาเอาเรื่องของเราไปทำเป็นภาพยนตร์ มันน่าภูมิใจนะที่ยังมีคนมองเห็นคุณค่าของเรา
ดิฉันดิฉันให้สัมภาษณ์ทางสถาณีวิทยุของอเมริกาแค่ครึ่งชั่วโมง แล้วเชื่อมัยว่าอังกฤษและอเมริกาเสนอปริญญากิตติมศักดิ์ให้ไม่รุ้กี่ใบ
เราควรทำวันนี้ให้เหมือนกับวันสุดท้ายของชีวิต เพราะนั้นแปลว่าเราต้องทำทุกอย่างให้ดีที่สุด เพราะไม่มีวันพรุ่งนี้ให้แก้ตัวอีกต่อไป แล้ว

เนื้อเรื่องทั้งหมดย่อมาบางส่วนจากนิตยสารคู่สร่างคู่สม ฉบับที่ 565 ประจำวันที่ 1-10 พฤษภาคม 2550

ดูรายการจับเข่าคุย สัมภาษณ์ ดร.กฤษณา

สนใจรายละเอียดอ่านต่อที่

> http://www.oknation.net/blog/Kraisintu

>http://www.findinternettv.com/Video,item,93636685.aspx

 ประวัติและชีวิตการทำงานของ ดร.กฤษณา ไกรสินธุ์ ผุ้คิดค้นยาต้านเอดส์ และนักต่อสู้เพื่อการเข้าถึงยาต้านเอดส์ในประเทศยากจน (คลิปที่ 1) ออกอากาศทางทีวีไทย ทีวีสาธารณะ วันที่ 19 ก.ค.2551 ในรายการ พลเมืองคนกล้า Thailand is providing universal access to AIDS drugs. One Thai woman, Krisana Kraisintu, took on government officials and multinational pharmaceuticals to make this drug availability possible. Now she’s setting her sights on Africa’s AIDS crisis

 

————————————————————————–
ภญ.ดร.กฤษณา ไกรสินธุ์ ศิษย์เก่า ดีเด่น คณะเภสัชศาสตร์ รุ่นที่ 7 และ นักศึกษาเก่าดีเด่นมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ประจำปี 2541 ได้รับรางวัล Gobal Scientist Award 2004 หรือรางวัล นักวิทยาศาสตร์โลก ทางด้านโรคเอดส์ ประจำปี 2004 ณ ประเทศนอร์เวย์ โดยเป็นผู้หญิงไทยคนแรกที่ได้รับรางวัล ดังกล่าว

ภญ.ดร.กฤษณา ไกรสินธุ์ เคยดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการสถาบันวิจัยและพัฒนาองค์การเภสัชกรรม ซึ่งได้ทำการศึกษาวิจัยเกี่ยวกับยารักษาโรคเอดส์มาโดยตลอด และประสบความสำเร็จเป็นประเทศแรกของโลกในการผลิตยาชื่อสามัญ AZT ป้องกันการติดเชื้อเอดส์จากแม่สู่ลูก ในปี 2535 หลังจากนั้น ในปี 2545 ได้คิดค้นยาชื่อ GPO (Government Pharmacy Organization) หรือยาต้านเอดส์สตรี ค็อกเทล ที่มีส่วนประกอบของยา 3 ชนิดในเม็ดเดียว ส่งผลให้ยา มีราคาถูกลงมาก โดยผู้ป่วยจะเสียค่ายาเพียงเดือนละ 1,200 บาท ซึ่งปกติต้องจ่ายค่ายาเดือนละ 20,000 บาท ราคายาที่ถูกลงทำให้ ผู้ป่วยเอดส์ได้รับยาอย่างเท่าเทียมกันและทั่วถึงยิ่งขึ้น

ภญ.ดร.กฤษณา ไกรสินธุ์ ยังได้ช่วยเหลือ 5 ประเทศในทวีป แอฟริกา ได้แก่ ประเทศอิริคเทอร์เรีย แทนซาเนียน คองโก เบนิน และประเทศไลบีเรีย ซึ่งมีปัญหาผู้ป่วยเอดส์ประมาณ 30 ล้านคน หรือประมาณร้อยละ 90 จากผู้ป่วยเอดส์ 38 ล้านคนทั่วโลก รวมถึงปัญหาโรควัณโรคและโรคมาลาเรีย โดยรับผิดชอบถ่ายทอดเทคนิคการ ผลิตยา ในระหว่างนั้นยังประสบผลสำเร็จในการผลิตยารักษาโรคมาลาเรีย ชื่อ Thai Tan Zumate และผลิตยาเหน็บทวารเด็กสำหรับรักษาโรคมาลาเรีย เนื่องจากเด็กเล็กไม่สามารถกลืนยาได้ การใช้ยาเหน็บจึงมาความจำเป็นมาก นอกจากนี้ ภญ.ดร.กฤษณา ไกรสินธุ์ ยังได้นำความรู้ความสามารถที่ได้สั่งสมมาไปปฏิบัติงานร่วมกับองค์กรในต่างประเทศอีกหลายแห่ง

ร้อยโทอัครสิทธิ์ อมาตยกุล เอกอัครราชทูตประจำเคนยา แจ้งว่า เมื่อวันที่ 1 พฤษภาคม 2547 รัฐบาลแทนซาเนียได้จัดให้มีพิธีเปิดโรงงานผลิตยารักษาไข้มาลาเรียของบริษัท Tanzania Pharmaceutical Industries Ltd. (TPI) ที่ Arusha International Conference Centre เมืองอรุชา ทางเหนือของประเทศ โรงงานดังกล่าวเป็นโรงงานของรัฐบาล มีกำลังการผลิตยาปีละหลายล้านเม็ด ผลิตยารักษาไข้มาลาเรียที่ชื่อว่า Thaitanzunate โดยคำว่า Thai ย่อมาจากประเทศไทย tanz ย่อมาจากประเทศแทนซาเนีย และคำว่า unate ย่อมาจาก Artesunate ซึ่งเป็นสูตรที่ใช้ในการผลิตยา โดย ดร.กฤษณา ไกรสินธุ์ อดีตผู้อำนวยการสถาบันวิจัยและพัฒนาองค์การเภสัชกรรม เป็นผู้คิดค้นสูตร และได้รับการรับรองสูตรยาโดย WHO นอกจากนี้ ดร.กฤษณา ยังได้ดำเนินโครงการผลิตยาต้านโรคเอดส์ในสาธารณรัฐประชาธิปไตยคองโกด้วย ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากองค์การอนามัยโลก UNAIDS และองค์กรแพทย์ไร้พรมแดน โดยตั้งชื่อตัวยาว่า Thaitanza-vir ซึ่งเป็นยารักษาโรคเอดส์ที่ราคาถูกที่สุดในโลกด้วย กองสนเทศเศรษฐกิจ กรมเศรษฐกิจระหว่างประเทศ กระทรวงการต่างประเทศ

Source from “http://thaihub.org/

Tags: ,

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s


%d bloggers like this: