Education and the Significance of Life

Education and the Significance of Life

Education and the Significance of Life is a penetrating inquiry into the nature and requirements of the kind of education which can lead to self-fulfillment and to world peace. Krishnamurti stresses self-knowledge and creating an environment free from fear to help create an atmosphere in which real education can take place.Krishnamurti had a lifelong interest in education and founded schools on three continents. In this seminal book he critically examines what is wrong with education as it stands, relating it to society at large and the need for a new and different world order. The book speaks practically of such matters as class size and the function of leadership, while never losing the central vision that “true culture is founded… on the educators.”

Publisher: HarperSanFrancisco
Author/Editor: J. Krishnamurti
125 pp – Paper
——————————————————————–

J. KRISHNAMURTI : Part 1 : Life Story & Teachings

>> J. KRISHNAMURTI : Part 2 : Life Story & Teachings

กฤษณะมูรติ เกิดเมื่อวันที่ 12 เดือนพฤษภาคม ปีค.ศ. 1895 ที่เมืองมาดนะปาเล ซึ่งเป็นเมืองเล็กในใจกลางอินเดียตอนใต้ โหรท้องถิ่นได้ทำนายดวงชะตาของกฤษณะมูรติ ว่าจะมีความยิ่งใหญ่ทางศาสนาและมีชื่อเสียงขจรขจายไปทั่วโลก แต่ตราบจนกระทั่งกฤษณะมูรติมีอายุเกือบสิบห้าปีไม่ปรากฏวี่แววว่า ตัวเขาจะเป็นผู้มีชื่อเสียงระดับโลกในอนาคตเลย

อย่างไรก็ดี สมาคมเทวญาณวิทยา (ก่อตั้งปี ค.ศ. 1875) ซึ่งมีความเชื่อเรื่อง พระเมสสิอาห์จะอวตารลงมาเกิดเป็นมนุษย์ เช่นเดียวกับที่เคยเกิดมาเป็นพระเยซูใน ยุคนี้ จึงทำการ “ค้นหา” คนคนหนึ่งซึ่งอยู่ ณ ที่ใดที่หนึ่งในโลก และเป็นผู้ซึ่งมีชีวิตและร่างกายเหมาะสมสำหรับเป็น “ภาชนะ” รองรับการอวตารของพระเมสสิอาห์นี้

แกนนำคนสำคัญคนหนึ่งของสมาคมเทวญาณวิทยาชื่อ ชาร์ลส์ ลีดบีเธอร์ (ค.ศ. 1847-1934) ที่ผู้คนในสมาคมล้วนเชื่อว่า เขามี “ตาทิพย์” ที่สามารถมองเห็นรังสีออราของคนได้ เป็นผู้ค้นพบกฤษณะมูรติในวัย 14 ปี ในปี ค.ศ. 1909 ขณะที่ตัวเขากำลังเล่นน้ำทะเลอยู่ที่ชายหาดเมืองอัดยาร์ แล้วลีดบีเธอร์เหลือบไปมองเห็นรังสีออราของกฤษณะมูรติ และพบว่ามันเป็นรังสีออราที่มหัศจรรย์มาก คือ มันเป็นรังสีออราที่ไม่มีอณูแห่งความเห็นแก่ตัวปะปนอยู่เลย

เมื่อได้รับแจ้งจากลีดบีเธอร์ว่า ค้นพบพระเมสสิอาห์ในตัวของเด็กชายกฤษณะมูรติแล้ว ทางสมาคมเทวญาณวิทยาก็ได้ติดต่อผู้ปกครองของกฤษณะมูรติ โดยเสนอตัวเข้ามาเลี้ยงดูกฤษณะมูรติ และนิตยาน้องชายของเขา พร้อมกับตระเตรียมปั้นกฤษณะมูรติให้เป็น “คุรุของโลก” ภายในยี่สิบปีข้างหน้า

ดร.แอนนี่ บีแซนท์ ผู้นำของสมาคมเทวญาณวิทยาได้พากฤษณะมูรติ และนิตยาน้องชายของเขาไปศึกษาต่อที่อังกฤษ เด็กชายทั้งสองได้รับการเลี้ยงดูให้เติบโตขึ้นมาท่ามกลางสังคมผู้ดีชั้นสูงของอังกฤษ มีครูพิเศษแต่งตัวประณีตฝึกฝนมารยาทการเข้าสังคม ฝึกพูดภาษาอังกฤษและฝรั่งเศสได้อย่างสมบูรณ์ จนร่องรอยความเป็นฮินดูจากวัยเด็กค่อยๆ ถูกลบเลือนไปจากกฤษณะมูรติอย่างช้าๆ

แต่แปลกที่กฤษณะมูรติกลับเป็นเด็กที่เรียนไม่เก่ง ในการสอบทุกครั้งกฤษณะมูรติจะสอบตกเสมอ จนมหาวิทยาลัยออกซฟอร์ดปฏิเสธที่จะรับเขาเข้าเรียน แม้ว่าตัวเขาจะมีอิทธิพลหนุนหลังมากมายก็ตาม หนึ่งในอิทธิพลนั้นคือความเชื่อของชาวตะวันตกจำนวนหนึ่งที่ว่า กฤษณะมูรติเป็นบุตรของพระเจ้า ด้วยเหตุนี้ตัวกฤษณะมูรติจึงเรียนไม่จบแม้เขาจะย้ายไปเรียนที่มหาวิทยาลัยลอนดอน และย้ายไปที่มหาวิทยาลัยซอร์บอนแล้วก็ตาม

เป็นไปได้มากว่า กฤษณะมูรติกลายเป็นเด็กหนุ่มที่ว้าเหว่ รุ่มร้อนใจและปราศจากความสุข เพราะตัวเขามักจะถูกเตือนและถูกกดดันจากผู้คนรอบข้างที่เป็นคนของสมาคมเทวญาณวิทยาอยู่เสมอว่า ตัวเขามีอนาคตและความรับผิดชอบอันยิ่งใหญ่รออยู่เบื้องหน้า เพราะเขาจะต้องเป็น “คุรุของโลก” ผู้คนจำนวนนับพันนับหมื่นในหลายประเทศกำลังบริจาคเงินและอุทิศชีวิตให้กับการสร้างองค์การศาสนาสำหรับตัวเขา และคำสอนของเขาก็เป็นที่รอคอยอย่างใจจดใจจ่อของผู้คนเป็นจำนวนมาก พวกเขากำลังรอวันที่กฤษณะมูรติจะมาปรากฏตัวต่อหน้าพวกเขาเพื่อประกาศคำสอน ขณะที่ตัวกฤษณะมูรติเองไม่ได้เต็มใจที่จะเป็นพระเมสสิอาห์ตั้งแต่แรก ตรงข้ามเขากลับรู้สึกว่าตัวเองเป็นแค่ “หุ่นเชิด” ของสมาคมเทวญาณวิทยาให้เป็นพระเมสสิอาห์มากกว่า

อย่างไรก็ดี ในเดือนสิงหาคม ปี ค.ศ. 1922 เมื่อกฤษณะมูรติมีอายุได้ 27 ปี ได้บังเกิดเหตุการณ์ประหลาดขึ้นภายในตัวของกฤษณะมูรติที่วิชาโยคะเรียกว่า “การตื่นขึ้นของพลังกุณฑาลินี” กล่าวคือ ร่างกายของกฤษณะมูรติได้ถูกบีบคั้นด้วยความเจ็บปวดจากภายใน จนตัวเขาสิ้นสติไปเป็นเวลานาน พอรู้สึกตัวก็บ่นว่าร้อน เจ็บปวดที่ศีรษะและลำคอ มีอาการสั่นเทา เขาเป็นเช่นนี้อยู่สามวันเต็มก่อนเข้าสู่สภาวะสงบเงียบอย่างน่าประหลาด เขาเริ่มนั่งทำสมาธิอยู่ใต้ต้นไม้อยู่ในห้วงฌานอันล้ำลึก ต่อมาเขาได้สรุปประสบการณ์ในครั้งนั้นของเขาด้วยคำพูดสั้นๆ ว่า “ผมกำลังมึนเมาในพระเจ้า”

การตายของนิตยาน้องชายของเขาด้วยโรคปัจจุบันทันด่วน ในเดือนพฤศจิกายน ปี ค.ศ. 1925 เมื่อกฤษณะมูรติอายุ 30 ปี ถือเป็นจุดเปลี่ยนครั้งใหญ่อีกครั้งหนึ่งในชีวิตของเขา เพราะมันทำให้ชีวิตหลังจากนั้นของเขาไม่คิดที่จะไปยึดมั่นผูกพันกับคนผู้ใดอีกเลย และ “การไม่ยึดมั่นถือมั่น” ก็ได้กลายมาเป็นใจความสำคัญในคำสอนของเขา หลังจากนั้นด้วย

กฤษณะมูรติเปลี่ยนไปมาก เขากลายเป็นคนช่างคิดจริงจังมากขึ้น และเต็มใจที่จะปฏิบัติตามคำบอกของสมาคมเทวญาณวิทยาน้อยลง ความเป็นขบถทางจิตใจของกฤษณะมูรติเริ่มขึ้นแล้ว และนำไปสู่การแตกหักครั้งใหญ่ของเขากับสมาคมเทวญาณวิทยา ในเดือนสิงหาคม ปี ค.ศ. 1929

ณ ที่แคมป์ออมเมนในประเทศฮอลแลนด์ ต่อหน้าสมาชิกของสมาคมเทวญาณวิทยาจากทั่วโลกกว่าสามพันคน กฤษณะมูรติได้ประกาศยุบเลิกพรรคตราบูรพาที่สมาคมเทวญาณวิทยาจัดตั้งขึ้นมารับใช้เขา โดยเฉพาะในฐานะว่าที่คุรุของโลกและเขายังได้ประกาศก้องว่า

“สัจธรรมเป็นดินแดนที่ไร้หนทาง ไม่อาจมีการจัดตั้งองค์กรใดๆ ขึ้นมาเพื่อชี้นำ หรือบังคับผู้คนให้เดินตามไปบนหนทาง เฉพาะทางใดทางหนึ่ง ทั้งนี้เพราะ สัจธรรมเป็นสิ่งที่ไร้ขอบเขต และไร้เงื่อนไข มันไม่อาจถูกจัดตั้ง และไม่อาจเข้าถึงได้ โดยผ่านศาสนา นิกาย หรือองค์การใดๆ ทั้งสิ้น”

กฤษณะมูรติชี้แจงว่า ตัวเขาไม่ต้องการเป็นคนขององค์การทางจิตวิญญาณใดๆ เพราะองค์การดังกล่าวจะกลายเป็นไม้เท้าค้ำพยุง เป็นความอ่อนแอ เป็นพันธะผูกมัดทำให้ปัจเจกชนต้องพิการ เขาจึงประกาศว่า เขาไม่ต้องการผู้ติดตาม หรือสาวกใดๆ ทั้งสิ้น

ทุกๆ คนในที่ประชุมตกตะลึงไปตามๆ กัน แต่ก็ไม่มีใครสามารถยับยั้งกฤษณะมูรติได้ เขาลาออกจากสมาคมเทวญาณวิทยา และบอกเลิกทุกสิ่งทุกอย่างที่คนอื่นหยิบยื่นให้แก่เขา ขณะนั้นเขามีอายุ 34 ปีเต็ม และตลอดชีวิตหลังจากนั้นของเขา เขาไม่เคยปรารถนาเงินทอง อำนาจหรือลาภยศสรรเสริญใดๆ เลย เขาสนใจเพียงแต่จะมุ่งปลดปล่อยผู้คนให้เป็นอิสระจากกรงขัง จากความหวาดกลัวทั้งปวง ด้วยการเดินทางรอบโลกเพื่อพบปะพูดคุยกับผู้คนเท่านั้น และจะไม่ก่อตั้งศาสนาใหม่ หรือหลักคำสอนใหม่ขึ้นมาด้วย

กฤษณะมูรติได้ใช้วิถีชีวิตตลอดทั้งชีวิตของเขาเป็นเครื่องพิสูจน์ยืนยัน คำสอนสุดยอดของเซน ที่ว่า ถึงแม้เป็นฆราวาสก็สามารถบรรลุถึงความเป็นอิสรเสรีอย่างสมบูรณ์ได้ ถ้าสามารถละความยึดมั่นถือมั่นได้อย่างสิ้นเชิง

จากการที่ได้ศึกษาเรื่องราวของกฤษณะมูรติ ทำให้พระหนุ่มอย่างอินทปัญโญได้แง่คิดเกี่ยวกับ ความสำคัญของการพึ่งตนเองในการปลดปล่อยตนเองให้เป็นอิสระทางด้านจิตใจ โดยไม่ยึดถืออะไรเป็นที่พึ่ง ถ้าหากคนคนนั้น ปรารถนาจะประสบภาวะ “พุทธธรรม” อันประเสริฐ ทั้งนี้เพราะนิพพานหรือสัจธรรมแห่งพุทธธรรมจะปรากฏแก่บุคคลได้ ก็ต่อเมื่อคนผู้นั้นมีจิตใจที่เป็นอิสระโดยสมบูรณ์แล้วเท่านั้น

อินทปัญโญยิ่งตระหนักได้ชัดยิ่งขึ้นว่า ประสบการณ์แห่งการรู้แจ้ง นั้น มันเป็นเรื่อง การปฏิวัติภายใน ของคนผู้นั้นอย่างแท้จริง ซึ่งไม่อาจเห็นได้จากภายนอก ไม่ว่าจะเป็นการนุ่งห่ม กิริยาท่าทาง หรือแม้แต่การพูดจาเองก็ตาม ผู้รู้ที่บอกเล่าถึงภาวะจิตใจอันเป็นอิสระดังกล่าวก็บอกได้แต่เพียงภาวะนั้นให้รับทราบเท่านั้น

สิ่งที่สำคัญที่สุดสำหรับการรู้แจ้งคือ การมีจิตที่เป็นอิสระจากทุกสิ่งว่างจากอัตตาความคิดทั้งปวง ไม่ใช่อำนาจวิเศษใดๆ หรือความสามารถทางอภิญญาใดๆ ซึ่งอาจเป็นอุปสรรคทางจิตวิญญาณในขั้นละเอียดยิ่งได้ การจะทำเช่นนั้นได้ จึงไม่อาจพึ่งพาใครได้แม้แต่พระผู้เป็นเจ้า นอกจากคนผู้นั้นจะต้องเป็น “ผู้ดู” จิตของตนเองอย่างถึงที่สุดเท่านั้น

อนึ่งในปี พ.ศ. 2480 นั้นเอง สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ (เจริญ ญาณวโร) แห่งวัดเทพศิรินทราวาส พระมหาเถระชั้นผู้ใหญ่ที่เป็นประธานกรรมการมหาเถรสมาคม ซึ่งกำลังทำหน้าที่บัญชาการสงฆ์แทนองค์สมเด็จพระสังฆราชเจ้า ได้มาเยือนสวนโมกข์ของพระหนุ่มอินทปัญโญถึงที่ รวมทั้งยังได้แสดงความชื่นชม และพอใจงานของสวนโมกข์เป็นลายลักษณ์อักษรอีกด้วย

การมาเยือนของสมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ในครั้งนั้น เป็นไปท่ามกลางความงงงันของอินทปัญโญ โดยไม่มีใครคาดฝันว่าจะได้รับความเมตตาปรานีจากบุคคลสูงสุดในวงการสงฆ์ถึงขนาดนี้ สมเด็จท่านใช้เกียรติสูงสุดของท่านเป็นเดิมพันเสี่ยงไปเยี่ยมสำนักสงฆ์เถื่อนของอินทปัญโญ ซึ่งในขณะนั้นยังถูกคนส่วนใหญ่หาว่าแหวกแนวหรืออุตริวิตถารอยู่ เรื่องนี้ยังความปลาบปลื้มและเป็นกำลังใจให้แก่อินทปัญโญและคณะธรรมทานเป็นล้นพ้นว่า พวกเขาเดินมาถูกทางแล้ว

(จากผู้จัดการออนไลน์)

—————————————————————————————-

แนะนำหนังสือเล่มอื่นๆของที่น่าศึกษา

1-“การศึกษาและสาระสำคัญของชีวิต (Education and the Significance of Life)”,”J.Krishnamurti”,””,””,”Softcover”
2-“พลังแห่งจิตเงียบ (The Silent Mind)”,”J.Krishnamurti”,””,””,”Softcover”
3-“มิติใหม่ทางการศึกษา เพื่อความเป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์(Krishnamurti On Education)”,”J.Krishnamurti”,””,”มูลนิธิอันวีกษณา(The Quest Foundation)”,”Softcover”
4-“วิวาทะ กฤษณมูรติ และปราชญ์ชาวพุทธ(Can Humanity Change?)”,”J.Krishnamurti”,””,””,”Softcover”
5-“สนทนากับ กฤษณมูรติ (conversations)”,”J.Krishnamurti”,””,””,”Softcover”
6-“อิสรภาพเกิดขึ้นเมื่อคุณไม่รู้ (Freedom from The Known)”,”J.Krishnamurti”,””,””,”Softcover”

Links :

http://www.anveekshana.org/mainthai.htm

http://www.anveekshana.org/en/bookshop.asp

http://www.uni-giessen.de/~gk1415/krishnamurti.htm

Tags:

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s


%d bloggers like this: